ภายใน 6 เดือนข้างหน้า กรดไขมันทรานส์ หรือที่รู้จักในชื่อ ทรานส์แฟท (Trans Fat) จะถูกห้ามผลิต นำเข้า และจำหน่ายในประเทศไทยตามประกาศห้ามไขมันทรานส์ ของกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ได้พิสูจน์ชัดเจนว่า กรดไขมันทรานส์ จากน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน นั้นเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

 ไขมันทรานส์ คืออะไร
กรดไขมันทรานส์ มักพบได้ในอาหารและขนม เช่น เบเกอรี่ หรือ โดนัท ที่ใช้เนยขาว เนยเทียม ครีมเทียม หรือมาการีน เป็นส่วนผสม และเมื่อเข้าสู่ร่างกาย จะเพิ่มระดับไขมันเลว (LDL) และลดไขมันดี (HDL) ในเส้นเลือด ซึ่งนำไปสู่โรคหลอดเลือด โรคหัวใจ รวมถึงโรคเบาหวานอีกด้วย
กรดไขมันทรานส์ ถูกคิดค้นขึ้นเมื่อช่วงปลายศตวรรษที่ผ่านมา โดยการเปลี่ยนโครงสร้างโมเลกุลของน้ำมันพืช เพื่อทำให้น้ำมันพืชสามารถคงสภาพแข็งตัวหรือกึ่งแข็งกึ่งเหลว และมีอายุเก็บไว้ได้นานกว่าเดิม ถึงแม้มันจะช่วยให้อุตสาหกรรมอาหารลดต้นทุนในการผลิต และเคยถูกมองว่าเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าไขมันธรรมชาติ การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ได้ยืนยันแล้วว่ามันเป็นภัยต่อสุขภาพ
ดังนั้นจึงมีข้อแนะนำว่า ไม่ควรกินอาหารที่มีไขมันทรานส์เกินร้อยละ 1 ของพลังงาน ซึ่งพลังงานเฉลี่ยที่ควรได้รับอยู่ที่ 2,000 กิโลแคลอรีต่อวันในเพศชาย แสดงว่าไม่ควรกินอาหารที่มีไขมันทรานส์เกิน 2.2 กรัมต่อวัน หรือคิดเป็น 0.5 กรัม (500 มิลลิกรัม) ต่อหน่วยบริโภค

ไขมันทรานส์ พบได้ในอาหารประเภทไหน
         จากข้อมูลข้างต้นเราจะเห็นว่า ไขมันทรานส์แฝงตัวมากับผลิตภัณฑ์อย่างเนยแข็ง มาร์การีน เนยขาว ซึ่งเป็นวัตถุดิบในขนมอบและเบเกอรี่บางชนิด โดยจากข้อมูลของกองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ที่ได้ศึกษาปริมาณไขมันทรานส์ในผลิตภัณฑ์อาหารอบและอาหารทอดที่เก็บตัวอย่างมาในปริมาณ 100 กรัม เท่า ๆ กัน ก็พบไขมันทรานส์แฝงอยู่ในอาหารหลายชนิด ซึ่งเราขอยกตัวอย่างขนมที่พบไขมันทรานส์ในปริมาณสูงมา 10 ชนิด 

นอกจากนี้แล้ว ยังพบไขมันทรานส์ได้ในขนมอีกหลายชนิด เช่น พายกรอบ แยมโรล เค้กกล้วยหอม เค้กผลไม้ แซนด์วิช เอแคลร์ แฮมเบอร์เกอร์ ข้าวโพดอบกรอบ ข้าวโพดคั่ว โดนัท แครกเกอร์ พัฟ พิซซ่า รวมทั้งอาหารทอดอย่างมันฝรั่งทอด นักเก็ต ปาท่องโก๋ ไก่ทอด หมูทอด ปลาซิวแก้ว ฯลฯ

สนใจประกันสุขภาพ Click ที่นี่ 

Write A Comment